สารประกอบหลัก OTPP ในชาอู่หลงทำให้ลดความอ้วน

สารประกอบหลัก OTPP ในชาอู่หลงทำให้ลดความอ้วน
ในท้องตลาดที่มีชามากมายหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ชาเขียว ชาอู่หลง ชาดอกไม้ หรือชาผสมน้ำผึ้ง ที่ออกมาแข่งขันในเรื่องของสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภค ชาอู่หลง เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาเป็นระยะเวลานาน มีจุดเด่นตรงมีกลิ่นหอมละมุน ชุ่มคอ รสชาติเข้มกว่าชาเขียวแต่ฝาดน้อยกว่าชาดดำ ชาอู่หลงในประเทศไทยนั้นนิยมผลิตจากกลุ่มพันธุ์ชาจีน นำมาผ่านกระบวนการกึ่งหมัก (Semi – fermentation) ทำให้มีรสชาติ สี กลิ่น แตกต่างจากชาชนิดอื่นๆ และยังสามารถรักษาองค์ประกอบทางเคมีได้ใกล้เคียงกับชาเขียว จัดเป็นเครื่องดื่มที่มีรายงานการศึกษาถึงผลดีต่อร่างกายหลายด้าน เช่น พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของหลายโรค ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดการสะสมและควบคุมปริมาณไขมันในเลือด ต้านอาการอักเสบและบวม เป็นต้น
สารประกอบหลัก OTPP ในชาอู่หลงทำให้ลดความอ้วน
1. ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปส
สารกลุ่ม OTPP ซึ่งเป็นสารประกอบหลักในชาอู่หลงนั้น มีรายงานวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไลเปสจากตับอ่อน ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญที่ช่วยทำให้เกิดการดูดซึมไขมันที่ลำไส้เล็ก โดย OTPP สามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดนี้ได้มากกว่า EGCG ที่เป็นสารออกฤทธิ์หลักในชาเขียว
2. ลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (อนุภาคไขมันชนิดหนึ่ง)
จากการศึกษาพบว่า OTPP สามารถยับยั้งการดูดซึมไตรกลีเซอร์ไรด์ในระบบ
3. ลดการดูดซึมไขมัน
การตรวจวัดระดับไขมันทางอุจจาระเป็นหนึ่งในวิธีการสำคัญที่ใช้ตรวจสอบการดูดซึมไขมันจากอาหารได้ โดยจากการศึกษาวิจัยของ Hsu และคณะ (2006) พบว่าชาอู่หลงที่อุดมด้วยสารโพลิฟีนอลสามารถเพิ่มการขับไขมันทางอุจจาระ เมื่อให้กลุ่มอาสาสมัครที่มีสุขภาพดี รับประทานอาหารทีมีไขมันสูงแล้วดื่ม ชาอู่หลง พบว่าอาสาสมัครกลุ่มดังกล่าวมีอัตราการขับไขมันทางอุจจาระเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
4. เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกายมากขึ้น
จากรายงานการวิจัยการทดสอบ “ชาอู่หลง”กับ“ชาเขียว”ต่ออัตราการเผาผลาญพลังงานในอาสาสมัครชาวญี่ปุ่น พบว่าชาอู่หลงที่มีปริมาณ OTPP มากกว่า สามารถเผาผลาญพลังงานได้ดีกว่าชาเขียวถึง 2 เท่าทั้งที่ชาอู่หลงมีปริมาณคาเฟอีนเพียงครึ่งหนึ่งของชาเขียวเท่านั้น และยังไม่พบรายงานผลข้างเคียงที่มีอันตรายต่อผู้บริโภคเนื่องจากการดื่มชาอู่หลงในระยะยาว

สูตรการทำชามะนาวดื่มเองง่ายๆ ที่บ้าน

melon_1ชามะนาว กลายเป็นชายอดฮิตไม่ว่าใครก็ชอบดื่มกันเพราะมีรสชาติเปรี้ยว หวาน หอม อร่อยถูกปากหลายๆคนเป็นอย่างมากและนอกจากนี้ยังเหมาะสำหรับคนไทยเป็นอย่างมากเนื่องจากชามะนาวนั้นสามารถที่จะแก้กระหายน้ำได้นั่นเองและนอกจากนี้การดื่มชามะนาวเป็นประจำนั้นสามารถที่จะช่วยรักษาโรคได้หลายชนิดเลย เช่น แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน แก้ปวดหัว โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น รักษาโรคต่างๆได้มากมายจริงๆ แถมการดื่มชามะนาวเป็นประจำยังสามารถที่จะทำให้คุณมีผิวพรรณขาวสดใสอีกด้วย เนื่องจากมะนาวนั้นมีวิตามินซีสูงและประโยชน์มากมายเลยทีเดียว

มะนาวเป็นผลไม้ที่มีน้ำประกอบด้วยกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดซิตริก กรดมาลิค วิตามินซี และส่วนของน้ำมันหอมระเหยจากผิวมะนาว มีวิตามินเอ และซี ทั้งยังมีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในน้ำมะนาวอีกด้วย นอกจากนี้มะนาวมีประโยชน์ใช้เป็นยาสมุนไพรคือ ช่วยขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน เหงือกบวม นอกจากนี้ยังช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้อาเจียน เมาเหล้า ขจัดคราบบุหรี่ บำรุงตา บำรุงผิว และยังสามารถมีฤทธิ์ในการกัดเนื่องจากเป็นกรดตามธรรมชาติอีกด้วย มะนาว 1 ผลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 นิ้วจะให้เส้นใยประมาณ 1.9 กรัม หรือคิดเป็น 6% ของปริมาณเส้นใยที่ร่างกายต้องการต่อวัน โดยมะนาว 1 ผลจะให้พลังงานประมาณ 20 kcal อย่างที่ทราบเมื่อมะนาวนั้นมีเส้นใยสูง เส้นใยเหล่านี้เองที่ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้นานและยังช่วยควบคุมระดับและปริมาณน้ำตาลในหลอดเลือดได้อีกด้วย

ขั้นตอนง่ายๆในการทำชามะนาว โดยให้คุณต้มน้ำร้อนใส่แก้วกาแฟก่อนหลังจากนั้นให้ใส่ชาซองลงไปแล้วค่อยนำถุงชาออกจากแก้วกาแฟหลังจากนั้นให้นำมะนาวประมาณครึ่งลูก มาบีบใส่ลงไปในแก้วชาหลังจากนั้นคนให้เข้ากัน แล้วชิมรสว่าพอดีหรือยัง ในกรณีที่จืดไปแนะนำให้คุณใส่น้ำตาลลงไปด้วย 1 – 2 ช้อนชา ตามความชอบของคุณก็ได้ว่าชอบกินหวานหรือเปล่านั่นเอง เมื่อได้รสชาติตามที่ชอบแล้วให้คุณหั่นมะนาวครึ่งลูกที่เหลือเป็นชิ้นบางๆ แล้วนำมาวางบนปากก้าชาเพื่อประดับให้ชามะนาวดูน่าดื่มขึ้นก็ได้ ขั้นตอนการทำง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็ได้ชามะนาวที่ เปรี้ยว หวาน และ หอม มาดื่มกันอย่างอร่อยแล้วนอกจากนั้นคุณยังได้รับประโยชน์เต็มๆ จากชามะนาวอีกด้วย แนะนำให้คุณทำชามะนาวดื่มทุกวันจะดีต่อร่างกายคุณเป็นอย่างมากเพราะสามารถที่จะช่วยล้างสารพิษภายในลำไส้ของคุณได้เป็นอย่างดีอีกด้วยจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายและสุขภาพของคุณเป็นอย่างมาก และเหมาะมากที่จะทำดื่มกินเองที่บ้านในเวลาที่อากาศร้อนๆ

ชาอู่หลงได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมาเป็นระยะเวลานาน

ชาอู่หลง

ชาอู่หลง เป็นชาชนิดที่ผ่านกระบวนการหมักยอดใบชาสดเพียงบางส่วนในระหว่างการผลิต โดยการเพิ่มขั้นตอนการนำใบชามาผึ่งแดดไว้ทำให้อุณหภูมิของใบชานั้นสูงขึ้นจนเกิดกลิ่นหอมแล้วจึงนำไปผึ่งในร่มที่อีกครั้ง พร้อมกระตุ้นให้ยอดชาตื่นตัว เร่งการหมัก แล้วจึงนำยอดชาที่หมักนั้นมาทำให้แห้ง ชาอู่หลงนิยมดื่มกันมากในแถบประเทศจีนตอนกลาง แถบมณฑลฝูเจี๋ยน กวางตุ้ง มีรสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นหอม น้ำชาที่ได้จะมีสีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตส่วนในประเทศไทยนั้นได้มีการผลิตชาอู่หลงในแถบยอดดอยแม่สลอง ดอยวาวี จังหวัดเชียงราย ซึ่งชาที่ได้จะมีคุณภาพที่ดี รสชุ่มคอ และมีกลิ่นหอม ซึ่งเป็นที่รู้จักและนิยมดื่มกันมากขึ้น

ชาอู่หลง มีผลดีต่อร่างกายหลายด้าน ชาอู่หลงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยต่อต้านริ้วรอยทีเกิดจากการเผชิญกับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ต มลภาวะต่างๆ และความเครียด จึงช่วยชะความแก่ได้อีกด้วย ชาอู่หลงมีฤทธิ์ยับยั้งสารที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด และสารที่ก่อมะเร็งในกระเพาะอาหารและลำไส้ ช่วยลดการสะสมและช่วยควบคุมปริมาณของไขมันในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน ช่วยต้านอาการอักเสบและบวม ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดระดับน้ำตาในเลือด ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวาน และยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคความดันโลหิตสูง

การชงชาอู่หลง ให้มีรสชาติดีนั้นมีข้อสำคัญหลักอยู่ 4 ประการ ได้แก่

1.ปริมาณของใบชา การจะใช้ในปริมาณเท่าใดนั้นจะอยู่กับลักษณะของใบชา (เช่น กลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น) ถ้าใบชาที่ใช้มีลักษณะกลมแน่น ให้ใช้ชาประมาณ 25% ของกาชาเมื่อคลายเต็มที่ควรจะมีปริมาณ 90% ของกาชา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชา และขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยนะครับ ว่าต้องการให้มีรสชาติเข้มข้นมากน้อยเพียงใด

2.อุณหภูมิของน้ำ น้ำที่ใช้ชงไม่จำต้องใช้น้ำร้อนเกิน 100 องซาเซลเซียส แต่ให้ดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่นอุณหภูมิต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส จะใช้ชงกับชาเขียวทั่วไป อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส จะเหมาะกับชาที่เป็นรูปทรงบอบบางแตกหักง่ายหรือชาที่มีใบอ่อนมาก ส่วนอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียวขึ้นไปนั้นจะเหมาะสำหรับชาที่รูปทรงแน่นกลมแข็ง

3.เวลาในการชง เวลาเป็นตัวบ่งบอกว่า น้ำชาที่ได้จะมีรสอ่อนหรือแก่ โดยปกติแล้วชาประเภททรงกลมแน่นจะใช้เวลาในการชงครั้งแรกประมาณ 45-60 วินาที แต่ถ้าชงครั้งต่อๆ ไป ก็ให้เพิ่มเป็น 10-15 วินาทีต่อครั้ง

4.กาชาที่ใช้ชง กาที่ใช้ควรทำมาจากดินเผา เพราะกาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองที่ดีกว่ากาที่ทำมาจากวัสดุแบบอื่น

ชาเจียวกู้หลาน สุดยอดของสมุนไพรแห่งชาติ ปี 2548

ปัจจุบันการดื่มชากลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายพอๆกับกาแฟ ชาหลากหลายชนิดถูกออกแบบให้ตรงกับรสนิยมของผู้นิยมดื่มหรือจิบชา ต่างก็มีรสและกลิ่นอันกลมกล่อมละมุนละไมแตกต่างกันตามชนิดของชา เจียวกู้หลานเป็นชาอีกชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะการนำมาใช้เพื่อป้องกันยับยั้งและบำบัดโรคหลายชนิด เจียวกู้หลานมีชื่อเรียกหลายชื่อในหลายประเทศ คนไทยเรียกว่า เบญจขันธ์ ญี่ปุ่นเรียกว่า อะมาซาซูรู ที่แปลว่าชาหวานจากเถา ส่วนคนจีนเรียกว่า เซียนเถา หรือโสมใต้

เจียวกู้หลาน เป็นพืชเถาที่มีสรรพคุณและมีประโยชน์ต่อร่างกาย

ที่รู้จักของชาวจีนตั้งแต่อดีตเป็นอย่างดี มีคุณประโยชน์ที่พร้อมสรรทั้งในเชิงป้องกันและบำรุงร่างกาย จนได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศในการค้นคว้าวิจัย ถึงสรรพคุณของเจียวกู้หลานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยจนได้การยกย่องให้เป็นสุดยอดของสมุนไพรแห่งชาติ ปี 2548 ให้ผลให้สรรพคุณในการลดน้ำตาลในเลือด เป็นพืชพื้นเมืองในภูมิภาคเขตร้อนและเขตอบอุ่นของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และกระจายพันธุไปในเขตร้อนและเขตอบอุ่นต่างๆของโลก เจริญเติบโตไดดีในที่ชุ่มชื้น ทั้งที่โล่งแจ้ง และที่ร่ม ตั้งแต่ที่ราบต่ำจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเล ให้ผลให้สรรพคุณคือ ลดน้ำตาลในเลือด ลดและต้านการอักเสบ ป้องกันตับจากการเกิดพิษ ต้านอนุมูลอิสระ ให้ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ลดระดับไขมันในเส้นเลือด ฤทธิ์ต่อต้านเซลมะเร็ง

คุณค่าของสารสำคัญและรสชาติของเจียวกู่หลานขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ความอุดมสมบูรณ์ของดินและสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่ปลูกเจียวกู้หลานที่ขึ้นตามธรรมชาติจะมีปริมาณของสารสำคัญสูงสุดและมีรสชาติเข้มข้นส่วนที่ปลูกจะมีรสหวาน มีคุณประโยชน์ที่พร้อมสรรพทั้งในเชิงป้องกันและบำรุงร่างกายมีประวัติการใช้ยาวนานในประเทศจีนและญี่ปุ่น เช่น ในจีนใช้ทั้งเป็นยาแก้อักเสบ แก้ไอ ขับเสมหะ และแก้หลอดลมอักเสบ เจียวกู้หลานใช้รับประทานแก้หิวกระหาย ใช้เป็นยาแก้ไอและแก้อักเสบร้อนใน ต่อมาก็เริ่มมีการคิดค้นคว้าวิจัยและพัฒนาใช้เจียวกู้หลานในการผลิตยาและเหล้า รวมถึงเป็นอาหารเสริม

วัฒนธรรมการดื่มน้ำชา

วัฒนธรรมการดื่มน้ำชา

น้ำชา ที่เราดื่มกันอยู่ทุกวันนี้หาดื่มได้ง่ายๆ เพราะมีชาเย็นบรรจุขวดไว้ขายมากมายหลายยี่ห้อ หรือมีไว้บริการตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านข้าวมันไก่ทั่วๆไป แต่เราลองหันมาศึกษาสัมผัสกับรสและกลิ่นชาอย่างแท้จริงแล้ว จะพบว่าการดื่มชาเป็นศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่แฝงความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมเอาไว้ ประวัติการดื่มชาที่มีมาตั้งแต่ดังเดิมและแพร่หลายไปทั่วโลก ซึ่งลักษณะของการผลิตใบชา ภาชนะที่ใช้ดื่มและวิถีของการดื่มชาของแต่ละถิ่นฐานก็ต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรม ซึ่งรากของการดื่มชามาจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมการดื่มน้ำชา

ใบชา มีหลากหลายชนิด ใบชาจีนสามารถแบ่งใบชา เป็น 5 ประเภท ได้แก่ ชาเขียว คือ ใบชาที่ไม่ได้มีการหมักใดๆ เลย ส่วนใบชาอีก 4 ประเภท ที่เหลือมีการหมักซึ่งเรียงลำดับจากการหมักในเวลาน้อยไปจนถึงมีระยะเวลาการหมักที่นานมากขึ้นตามลำดับ คือ ชาขาว ชาฟ้า ชาแดง และชาดำ เช่น ชาอู่หลง จัดเป็นชาประเภท ชาฟ้า ใบชาแต่ละประเภท แต่ละชนิดต่างก็มีลักษณะเฉพาะตัวที่ต่างกันไป ชาเขียวและชาขาวมีสีและรสชาติที่อ่อน การชงชาเขียวหรือชาขาวจึงใช้น้ำที่ไม่ร้อนจัดจนเกินไปและต้องแช่ใบชานานกว่าชาประเภทอื่นๆ เพื่อที่สามารถดึงกลิ่นและรสชาติของใบชาออกมาได้ ดังนั้นการชงชาแต่ละประเภทแต่ละชนิดจึงแตกต่างกัน เป็นเรื่องที่เราต้องทดลอง ลองผิดลองถูกดูว่าชาชนิดไหน เหมาะกับน้ำอุณหภูมิใด ที่สำคัญ คือการชงชาไม่มีถูกไม่มีผิดขึ้นอยู่กับว่ารสชาติและกลิ่นชนิดใดที่เรารู้สึกชอบและพึ่งพอใจ นั่นถือว่าเป็นรสชาติชาที่ดีสำหรับเรา

การชงชาและดื่มชาบางคนอาจจะสงสัยว่าควรจะดื่มชาชนิดใด หรือเวลาใดจึงจะเหมาะสมกับตัวเรา ซึ่งอาจจะมีผลการวิจัยออกมามากมายว่า ชาชนิดนี้สามารถช่วยรักษาสุขภาพได้อย่างไร แต่นั่นส่วนใหญ่ก็มาจากการวิจัยและเผยแพร่เพื่อการตลาดทั้งสิ้น ดังนั้นการดื่มชาแต่ละครั้ง ตัวเราเท่านั้นที่จะเป็นคนตัดสินว่าดื่มชาชนิดใด และดื่มเวลาใดที่เหมาะกับตัวเรา