ชาขาว ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ

ธุรกิจขายชาขาวคุณภาพ ด้วยคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ตอบสนองคนรักสุขภาพได้ตรงประเด็น ด้วยวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากธรรมชาติล้วนๆ อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่เข้าถึงการแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนัก และอาการอยากบุหรี่ในตัวบุคคลได้ ด้วยรสชาติที่หอมอร่อย เพราะมีการดัดแปลงรสชาติด้วยกลิ่นผลไม้ กลิ่นสมุนไพร และกลิ่นดอกไม้ เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ที่สำคัญยังเป็นที่นิยมของคนต่างชาติในกลุ่มผู้บริโภคชา ขณะผู้ผลิตสินค้าคือคนไทยด้วยกันเอง

คุณสมบัติที่สำคัญของชาขาวที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไปก็คือช่วยในเรื่องของการละลายไขมันลึกถึงระดับเซลล์ เป็นผลให้ผู้บริโภคมีรูปร่างที่ดีขึ้น ทั้งยังมีในส่วนของชาขาวลดความอยากของบุหรี่อีกด้วย อาศัยส่วนผสมจากหญ้าหมอน้อยที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวช่วยให้เลิกบุหรี่ได้ นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติที่ช่วยในการปรับสมดุลให้กับร่างกาย โดยอาศัยคุณสมบัติของวัตถุดิบต่างๆ ได้แก่ ชาขาว ชาเขียว(ผสมเล็กน้อย) เจียวกู้หลานและดอกคำฝอย ทั้งยังช่วยในเรื่องป้องกันโรคให้กับร่างกายได้ดี ยังไม่หมดแค่นั้นสำหรับคุณประโยชน์ของชาขาวเพราะยังมีส่วนช่วยในการดีท๊อกซ์ ล้างพิษในร่างกายโดยกระบวนธรรมชาติอีกด้วยจึงมีความเหมาะสมกับคนรักสุขภาพอย่างมาก

กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปจนถึงวัยผู้สูงอายุ มีการเจาะจงถึงลูกค้าเฉพาะกลุ่มคือกลุ่มคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก กลุ่มคนที่ต้องการเลิกบุหรี่ นอกจากนี้ยังเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพเป็นหลัก สามารถทานได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย

ภาพรวมตลาดชาในประเทศไทยอาจมีการแข่งขันที่สูง แต่ถ้าจะเจาะลึกลงมาในส่วนของชาขาว เชื่อว่ายังมีน้อยราย เพราะส่วนมากในไทยจะทำการผลิตชาวเขียวในธุรกิจขายชามากกว่า โดยเฉพาะชาขาวเพื่อสุขภาพก็ยิ่งน้อยรายลงมาอีก จึงอาจกล่าวได้ว่าธุรกิจขายชาขาวเพื่อสุขภาพยังไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนเลย จึงถือเป็นจุดที่น่าสนใจต่อการลงทุนในธุรกิจนี้ โดยช่องทางการขายชาขาวจะเป็นในรูปแบบของตัวแทนจำหน่าย ซึ่งกำไรของตัวแทนจำหน่ายจะอยู่ที่ 90% นอกจากนี้ยังมีการขายผ่านเว็บไซต์ควบคู่ไปด้วย

ปัจจัยหนุนการชงชาจีนให้ได้รสชาติดี

โดยนอกจากวิธีชงชาที่ถูกต้องแล้ว การชงชาให้ได้รสชาติดียังต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ

1.ปริมาณการใช้ใบชา นอกจากความชอบในการดื่มชาอ่อน หรือแก่แล้ว จะขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชาด้วย เช่น ชาที่มีรูปร่างกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ใบชาที่มีลักษณะกลมแน่น ควรใช้ชาในปริมาณ 25% ของกาชา ใบชา เมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อน จะเริ่มคลี่ตัวออกมาทีละน้อย จนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก ซึ่งรสชาติ ที่ชงออกมาจะไม่ได้มาตรฐานของชานั้นๆ และการคลายตัวของใบชา เมื่อคลายตัวออกมาเต็มที่แล้ว ควรจะมีปริมาณประมาณ 90 % ของกาชา อย่างไรก็ตาม ขึ้น อยู่กับความชอบของแต่คนละด้วย ว่าต้องการรสชาติ เข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย

2.อุณหภูมิน้ำ หากอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาแน่นกลม แต่อุณหภูมิที่ลดลงมาที่ 80-90 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย หรือใบชาที่มีใบชาอ่อนมาก และอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาเขียว

3.เวลาชงชา ขึ้นอยู่กับความชอบดื่มน้ำชาอ่อนหรือแก่ของแต่ละคนด้วย แต่ปกติชาประเภทกลมแน่น จะใช้เวลาในครั้งแรกประมาณ 40 – 60 วินาที ครั้งต่อๆ ไป เพิ่มอีกครั้งละ 10 – 15 วินาทีต่อครั้ง

4.กาน้ำชานั้น ควรใช้เป็นกาดินเผา เพราะจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และรักษากลิ่นชาได้ดีกว่า

‘การชงชาต้องพิถีพิถันตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ ควรใช้น้ำบริสุทธิ์ไม่กลิ่นคลอรีนเจือปน ส่วนกาชา กาดินเผาถ้าใช้นานๆ น้ำชาจะซึมเข้าไปในตัวกา ทำให้ยิ่งชงยิ่งอร่อย ดังนั้นกาดินเผาใบหนึ่งๆ หากใช้ในการชงชาประเภทใดแล้ว ควรใช้ชงชาประเภทนั้นตลอด จะทำให้มีรสชาติและกลิ่นกลมกล่อมมากขึ้น แต่หากไปใช้ใบชาชนิดอื่นมาชง กลิ่นและรสชาติจะตัดกัน ไม่ได้รสชาที่แท้จริง’

นอกจากนี้ สำหรับผู้นิยมดื่มชามากๆ แนะนำว่าหากใช้กาที่ผลิตมาจากดินสีม่วง จะสามารถเก็บรสชาติและกลิ่นได้ดีกว่ากาดินเผาธรรมดา และจะมีแร่ธาตุจากดินเข้าสู่ชาด้วย ซึ่งกาชนิดนี้จะมีราคาที่สูง หายาก

ธุรกิจชาอู่หลงพร้อมชงกับการแข่งขันที่รุนเเรงขึ้น


สำหรับวัฒนธรรมการดื่มชานั้นเริ่มมาจากประเทศจีน เพราะคนจีนเชื่อว่าการดื่มชาจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและสามารถต้านทานโรคต่างๆได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันการดื่มชากำลังเป็นที่นิยมของคนไปทั่วโลก โดยจะยกตัวอย่างเป็นชาอู่หลง ที่เป็นที่น่าจับตามองทางธุรกิจเป็นอย่างมาก

สำหรับชาอู่หลงเป็นพืชตระกูลหนึ่งที่สามารถนำใบและยอดอ่อนไปผลิตเป็นชาได้มีหลากหลายชนิด และหลากหลายรสชาติ สี และกลิ่น ซึ่งชาอู่หลงที่นิยมมากที่สุดในหลายๆประเทศ คือ ชาอู่หลงต้าหงเผา ชาอู่หลงทิกวนอิม ชาอู่หลงสุ่ยเซียน สำหรับประเทศไทยนั้นได้รับอิทธิพล มาจากประเทศไต้หวัน โดยชาที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยที่สามารถส่งออกได้นั้น เช่น ชาอู่หลงก้านอ่อน ชาอู่หลงเบอร์ 12
การชงชาอู่หลงจะใช้ใบชา 3-5 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนชา ต่อน้ำ 200 มิลลิลิตร โดยใบชาหลงที่มีคุณภาพจะสามารถชงซ้ำได้ประมาณ 3-5 ครั้ง การชงชาอู่หลงจะไม่แช่ใบชาทิ้งไว ทั้งนี้เนื่องจากการแช่ใบชาทิ้งไว้นอกจากจะทำให้ได้ชารสเข้ม

ซึ่งปัจจุบัน ในสังคมของการแข่งขันและต้องการความรวดเร็วในการดำรงชีวิตหลาย ๆ ด้าน ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ มีการปรับตัวเพื่อให้ทัน ต่อการแข่งขัน ที่จะเกิดขึ้นและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ในตลาดการบริโภคเครื่องดื่มก็เช่นเดียวกันจะเห็นมีบริษัทที่ผลิตเครื่องดื่มออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากและหลายหลายรูปแบบเพื่อเป็นทางเลือกให้กับบู้ริโภคที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วในการบริโภค ซึ่งการผลิตชาก็เช่นเดียวกันได้มีการผลิตในส่วนของ รูปแบบผลิตภัณฑ์ที่สะดวก รวดเร็วและง่ายต่อการบริโภค โดยทำการบรรจุเป็นซองแล้วนำออกสู่ตลาดเพราะวิธีการชงโดยใช้ชาแบบซองจะสะดวกและรวดเร็วกว่า ซึ่งจะตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคชาอูหลงในยุคปัจจุบันนี้จากปัจจัยดังกล่าวจะเป็นส่วนที่ทำให้ตลาดชาซองมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตตามความต้องการของผู้บริโภคและสามารถแข่งขันกับชาชนิดอื่นๆได้

ธุรกิจชาเขียวที่ยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก

ธุรกิจชาเขียวที่ยังได้รับความนิยมไปทั่วโลก

ชา เป็นเครื่องดื่มที่มีประวัติยาวนานกว่า 4,000 ปีแล้ว ผู้คนทั่วโลกไม่มีใครไม่เคยดื่มชา  ประโยชน์จากการดื่มชามีมากมาย บางคนใช้เพื่อแก้ง่วง หรือดับกระหาย และประโยชน์ของชายังสามารถต้านอนุมูลอิสระรักษาสมดุลของร่างกาย เพราะชามีสารสำคัญที่มีองค์ประกอบเพื่อช่วยเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์ มีฤทธิ์ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ หากดื่มเป็นประจำ แต่ชาบางชนิดก็มีโครงสร้างทางเคมีที่แตกต่างกันออกไป ชาเขียวนั้นยังมีสรรพคุณในการล้างพิษออกจากร่างกาย แต่เมื่อมีคุณแล้วก็มีโทษอยู่ไม่น้อย เพราะในใบชานั้นมีกรดสูง ซึ่งจะพบได้มากในชาแดงมากกว่าชาเขียว ยิ่งถ้าใบชาเกรดต่ำยิ่งมีโทษมากพอสมควร เพราะจะเป็นอันตรายต่อระบบอาหารของผู้ดื่ม

ชาเขียวเข้ามามีความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการทำธุรกิจประเภทชาเขียวเพิ่มขึ้นมาก จะเห็นได้จากการมีชาเขียวสำเร็จรูปวางขายในท้องตลาด และด้วยรสชาติของชาเขียวที่แก้กระหายให้แก้ผู้ดื่มแล้ว ยังมีการทำการตลาดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประโยชน์ของชาเขียว เช่น ช่วยดักจับไขมันในร่างกาย ล้างสารพิษ ป้องกันโรคมะเร็ง และชะลอความแก่ สรรพคุณเหล่านี้ทำให้เกิดแรงจูงใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น แต่การบริโภคมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เพราะชาเขียวนั้นมีปริมาณน้ำตาลที่สูง มีการแต่งรสชาติให้ความหวาน หรือการใส่วัตถุกันเสีย จาการวิจัยพบว่าผู้ที่ดื่มชาเขียวมากเกินไป จะเป็นอันตรายต่อตับ มีสารบางชนิดที่ทำให้ตับเป็นพิษได้เมื่อบริโภคในขณะที่เป็นไข้ ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับตับควรหลีกเลี่ยงการบริโภคชาเขียวในปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน และในอดีตจะสังเกตได้ว่า มีการบริโภคชาแบบชงดื่มเองและไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลเหมือนชาเขียวสำเร็จรูปในสมัยนี้ ดังนั้นชาเขียวที่เกิดจากการชงดื่มเองจึงมีรสชาติและกลิ่นที่เป็นของแท้ มีสารช่วยต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่าเครื่องดื่มชาเขียวสำเร็จรูป

ในปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจเกิดขึ้นอยู่หลายราย ต่างมีการตลาดที่น่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้บริโภค ยกตัวอย่างเช่น คุณตัน อิชิตัน ที่มีการทำการตลาดโดยการส่งรหัสใต้ ฝา แจกทองให้กับผู้บริโภค ประกอบกับคนไทยชอบการเสี่ยงโชค จึงทำให้การทำตลาดประเภทนี้ได้รับความนิยมมาตลอด

ตลาดชาสมุนไพรในประเทศ…คนไทยหันมานิยมดื่มมากขึ้น

ท่ามกลางกระแสความนิยมบริโภคชาเขียว ยังมีตลาดชาอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย คือชาสมุนไพร แม้ว่าการขยายตัวของตลาดจะไม่อยู่ในลักษณะการเติบโตแบบก้าวกระโดดเช่นเดียวกับตลาดชาเขียว แต่ก็มีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่องสำหรับตลาดในประเทศ ส่วนตลาดต่างประเทศก็มีลู่ทางแจ่มใสในการที่จะส่งออก อันเป็นผลมาจากการยอมรับในคุณค่าของสมุนไพรไทยหลากหลายชนิด

ปัจจุบันประเทศในตะวันตกหลายประเทศเริ่มหันมานิยมเครื่องดื่มสมุนไพร โดยเฉพาะชาสมุนไพร ซึ่งในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ชาเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากเป็นอันดับสองในตลาดโลก รองจากน้ำดื่ม โดยผลิตภัณฑ์ชาที่เป็นที่นิยมดื่มนั้นแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดคือ ชาดำ(Black Teas) ชาเขียว(Green Teas) และชาสมุนไพร(Herbal Teas) ซึ่งชาแต่ละชนิดนั้นมีหลากหลายรสชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในแหล่งปลูกแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตามประเภทของทั้งชาดำและชาเขียวที่เป็นที่รู้จักและยอมรับในคุณภาพไปทั่วโลกนั้นมาจากแหล่งปลูกใน 5 ประเทศ คือจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน ศรีลังกาและอินเดีย ส่วนประเภทของชาสมุนไพรนั้นเป็นการผสมสมุนไพร เครื่องเทศ ผลไม้แห้งและดอกไม้แห้ง ทั้งนี้ผู้ผลิตเน้นสรรพคุณที่หลากหลายของสมุนไพรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ดังนั้นกลิ่นและรสของชาสมุนไพรนั้นจึงขึ้นอยู่กับประเภทของสมุนไพรที่เป็นส่วนผสมของชาสมุนไพรแต่ละประเภท อย่างไรก็ตามในบางครั้งชาสมุนไพรนั้นไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็นชาประเภทหนึ่ง เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของใบชาอยู่เลย

ในตลาดโลกชาสมุนไพรจัดเป็นเครื่องดื่มประเภทเครื่องดื่มที่เป็นอาหารเสริมหรือยาสมุนไพร( Functional Beverages หรือ Neutraceuticals) ซึ่งเครื่องดื่มในกลุ่มนี้สามารถแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 4 ประเภทคือ เครื่องดื่มประเภทให้กำลังงาน(Isotonic Drinks) เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ/ตามกระแสแฟชั่น(Lifestyle/Wellness Drinks) เครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement Drinks) และเครื่องดื่มที่เป็นยา(Medicinal Drinks) กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของเครื่องดื่มเหล่านี้จะเป็นผู้ที่บริโภคเครื่องดื่มเพื่อดับกระหายและเพื่อเรียกความสดชื่นของร่างกายภายหลังจากการตรากตรำทำงาน หรือดื่มเพื่อทดแทนอาหารในแต่ละมื้อ หรือดื่มเพื่อสุขภาพโดยเครื่องดื่มประเภทนี้จะอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ โดยเฉพาะคุณค่าจากสมุนไพร

สำหรับในประเทศไทยมีเครื่องดื่มที่ทำจากสมุนไพรไทยที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นน้ำใบบัวบก น้ำมะตูม น้ำอ้อย น้ำฝรั่ง รวมไปถึงสมุนไพรและวัตถุดิบจากป่าตัวอื่นที่คนรุ่นก่อนนำมาเป็นยารักษาโรค ยาอายุวัฒนะ แม้กระทั่งยาเพิ่มพลังทางเพศ การผลิตเครื่องดื่มในสมัยต่อมาส่วนใหญ่จะเป็นน้ำอัดลมซึ่งเป็นของใหม่ใส่น้ำหวานและคาร์บอเนตเข้าไป นอกจากนี้ยังผลิตน้ำผลไม้ใส่ขวดซึ่งส่วนใหญ่ก็พึ่งหัวเชื้อน้ำหวาน รูปแบบการผลิตเหล่านี้ก็คือเพื่อสรรหาเครื่องดื่มที่แปลกออกไป ปัจจุบันค่านิยมของการบริโภคเครื่องดื่มมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตเครื่องดื่มหันมาผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ(Healthy Refreshment)เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้ชาสมุนไพรก็เป็นเครื่องดื่มอีกประเภทหนึ่งที่กลับเข้ามาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง

อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าในการเลือกดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพของคนกรุงเทพฯ ปัจจัยสำคัญคือ การได้รับข้อมูลในด้านสรรพคุณของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแต่ละประเภท ดังนั้นการส่งเสริมในด้านการประชาสัมพันธ์ด้านความรู้ในเรื่องของสรรพคุณที่ถูกต้องของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแต่ละประเภทจะเป็นการช่วยในการขยายตลาดของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นการตอบสนองกับกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่กำลังหันมาดื่มเครื่องดื่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติ และการคำนึงถึงสุขภาพของตนเองมากขึ้น

เครื่องดื่มสมุนไพรนั้นไม่ใช่สินค้าใหม่สำหรับประเทศไทย เนื่องจากคนไทยมีการดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเครื่องดื่มสมุนไพรไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก การขยายตัวของตลาดก็อยู่ในเกณฑ์ที่เรียกว่าพอไปได้ไม่หวือหวามากนัก จนกระทั่งเมื่อกระแสการสนใจในเรื่องสุขภาพเริ่มมาแรง โดยเริ่มจากในต่างประเทศและเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจากกระแสความสนใจในเรื่องสุขภาพได้จุดประกายการเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจเครื่องดื่มสมุนไพรทั้งในด้านการผลิตและการตลาด

ในอนาคตตลาดน้ำสมุนไพรทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศมีอนาคตสดใสอย่างมาก โดยผู้ผลิตต้องพยายามหาสมุนไพรชนิดอื่นๆที่มีประโยชน์เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่มสำเร็จรูป แต่ต้องให้คงเอกลักษณ์ความเป็นน้ำสมุนไพรไทย ผลพลอยได้ในการขยายตลาดน้ำสมุนไพรถ้ายิ่งผลิตสินค้าออกมาขายได้มากเท่าไหร่ เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรขายก็จะมีรายได้มากขึ้นด้วย นับว่าเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้หากมีการพัฒนาไปจนถึงขั้นการส่งออกได้อย่างจริงจังแล้วก็จะสามารถสร้างรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศที่อาศัยวัตถุดิบและแรงงาน รวมทั้งภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่น เพียงแต่ในการขยายตลาดส่งออกต้องอาศัยเทคโนโลยีในระดับที่สูงขึ้นเพื่อปรับปรุงทั้งการผลิตและการบรรจุหีบห่อ รวมทั้งรูปแบบของผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มากที่สุด